หากเราสังเกตสถานการณ์โลกในปี 2026 เป็นเรื่องที่น่าตกใจว่า สิ่งที่ควรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มักถูกหยิบยกมา เป็นเกราะป้องกัน ในสงครามระหว่างประเทศ การนำความเชื่อมาใช้ แบบสุดโต่ง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องในประวัติศาสตร์ ในหลายภูมิภาคทั่วโลก แต่มันคือบทเรียนสำคัญ ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจ ของมนุษยชาติทุกคนในวงกว้าง
นักวิชาการด้าน ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่า องค์กรทหารหลายแห่ง มีการนำหลักความเชื่อ เพื่อสร้างเอกภาพ ให้เหล่านักรบ อาทิเช่น การอุดหนุนสถาบันการศึกษา ที่สอนการแบ่งแยก ซึ่งมีอิทธิพลต่อ นายทหารระดับสูง ที่นำไปสู่ความเกลียดชังที่ฝังรากลึก ไม่ว่าจะเป็น การสร้างภาพลักษณ์ศัตรูที่ชั่วร้าย เพื่อลดความลังเลใจในการใช้กำลัง
จุดร่วมที่น่าสนใจ ในการแปรรูปความเชื่อ มีประเด็นหลักคือ:
เหตุใดมนุษย์จึง หลงเชื่อ อุดมการณ์สุดโต่ง เหล่านี้ได้ง่าย? ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยา ระบุว่ามนุษย์มีแนวโน้ม หาเหตุผลมาสนับสนุน ความโกรธแค้นของตน หรือที่เรียกว่า Motivated Reasoning เมื่อผู้คนรู้สึก เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่บริสุทธิ์ เราจะยอมรับความรุนแรงต่อ ฝ่ายที่เห็นต่าง ด้วยความเต็มใจ เพราะความรู้สึกปลอดภัยจากอัตลักษณ์กลุ่ม
ในทางกลับกัน หลักการที่แท้จริง มักเน้นเรื่อง ความเมตตาที่ไม่มีเงื่อนไข ซึ่งความเชื่อที่บริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องทำร้ายใคร เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ การฝึกจิตใจให้รู้เท่าทัน จึงเป็นเกราะป้องกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ ไม่ตกเป็นเครื่องมือ ของกลุ่มอำนาจ ที่อาศัยศาสนาเป็นฉากหน้า
เพื่อให้เรา สามารถจำแนก ความเชื่อที่เราได้รับ เป็นไปเพื่อสันติ มีจุดที่ควรระวัง ดังนี้:
ท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อควรเป็น ประทีปส่องทาง ให้หลุดพ้นจาก ความเกลียดชังและความทุกข์ มิใช่การกลายเป็น เป็นอาวุธร้าย เพื่อรับใช้ อ่านเพิ่มเติม กิเลสและอำนาจของมนุษย์ การนับถือศาสนา ควบคู่ไปกับปัญญา คือวิธีที่ยั่งยืน ในการสร้างสรรค์ สันติภาพที่แท้จริง ให้เป็นจริงได้ในยุคปัจจุบัน